วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สัญญาณร้ายที่อยากให้ร่างกายขับพิษ

สัญญาณร้ายที่อยากให้ร่างกายขับพิษ
 
พูดเรื่อง Detox หลายคนจะคิดว่าเอาของเก่ามาขาย แต่สาวๆ Detox ที่รู้ๆ กันมาน่ะ มันถูกต้องแล้วหรือ? เรามีข้อมูลแน่ๆ มาชี้แจงแถลงไขกัน การล้างพิษหรือ Detox นั้นย่อมาจากคำว่า Detoxification หมายถึง กระบวนการในการล้างสารพิษ (Toxin) ออกจากร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ เพราะกว่า 90% ของโรคเกิดจากการสะสมพิษในลำไส้ใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การสะสมพิษ เช่น อุจจาระตกค้าง ตะกรัน(Chronic dunk) ที่ลำไส้ใหญ่ หรือ อาการท้องผูก เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายเราอ่อนแอและเกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ง่ายเนื่องจากลำไส้เป็นอวัยวะที่ร่างกายเราไม่สามารถมองเห็นได้ จึงถูกละเลยในการดูแลนั่นเอง

สัญญาณร้าย อยากให้ร่างกายขับพิษ

โดยปกติแล้วถ้าภายในร่างกายของเรามีของเสียและสารพิษสะสมในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงขั้นที่จะสามารถก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นได้ ร่างกายย่อมจะส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เราได้รับทราบว่ามันกำลังต้องการความช่วยเหลือและความเอาใจใส่จากเราให้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วนะจ๊ะ ซึ่งมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

• นอนหลับยาก หรือรู้สึกว่านอนไม่พอร่างกายอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย เซื่องซึม หดหู่ไม่กระปรี้กระเปร่า

• ปวดศีรษะ มึนงงบ่อยๆ หรืออาจปวดถึงขั้นเป็นไมเกรนอารมณ์แปรปรวนง่าย ประสาทตึงเครียด ขี้ลืม สมองไม่ปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก

• ผิวหมองคล้ำ เกิดริ้วรอยง่าย ผิวแห้งและหยาบกร้าน ดูแก่กว่าวัย มีสิวและผดผื่นขึ้น

• มีกลิ่นปาก หรือมีแผลในช่องปากลมหายใจมีกลิ่นเหม็น

• จุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องเป็นประจำ เนื่องจากระบบการย่อยอาหารมีปัญหา มักเป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ระบบขับถ่ายมีปัญหา ท้องผูกเป็นประจำ หรือท้องเสียง่าย เป็นริดสีดวงทวาร

• เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ใครเข้าข่ายมีอาการร้ายๆ ดังข้างต้น ก็ถึงเวลาแล้วนะคะที่จะลด ละ เลิด และหันกลับมาใส่ใจ Detoxร่างกายให้กลับมาปิ๊งกันดีกว่าค่ะ



ที่มา...chicministry.com

ดื่มนมสดก่อนนอนดีอย่างไร


ดื่มนมสดก่อนนอนดีอย่างไร

 

สงสัยมาตลอด... ทำไมคุณแม่ต้องให้เราดื่มนมสดก่อนนอน..

การดื่มนมสดก่อนนอนนั้น จะทำให้แคลเซียมที่ดื่มก่อนนอนถูกดูดซึมและยังคงค้างอยู่ในกระแสเลือด ไม่ถูกขับถ่ายไปซะก่อนเหมือนตอนกลางวัน จึงยังคงได้ทันเป็นกำลังสำรองให้ร่างกายนำไปใช้ในกระบวนการะปรับสมดุลเคมีในตอนกลางคืนหลังจากเราหลับ เพื่อทำให้ภาวะทางเคมีในร่างกายเป็นกลางเช่นที่ควรเป็นตามปกติ และการดึงแคลเซียมมาช่วยในกระบวนการปรับสมดุลเคมีนี้จะทำให้เราร่างกายเราปรับสมดุลได้ดีขึ้นมีสุขภาพที่แข็งแรง อารมณ์คงที่นั่นเองค่ะ
แต่ในทางกลับกัน หากปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือ ร่างกายมีแคลเซียมในเลือดน้อย ระบบปรับสมดุลย์นี้จะดึงแคลเซียมจากกระดูกและไปละลายแคลเซียมออกมาจากกระดูก อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนไงล่ะคะ ...

แตงโมหวานฉ่ำ ดับร้อน แถมยังปกป้องหัวใจ


แตงโม หวานฉ่ำ ดับร้อน แถมยังปกป้องหัวใจ

ไม่ว่าจะหั่นหรือควัก แตงโมก็ยังเป็นผลไม้หวานฉ่ำแคลอรีต่ำ ใยอาหารสูง นอกจากนี้ การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังชี้ว่า แตงโมอาจเป็น "ฟัก์ชั่นแนล ฟู้ด" (Functional Food) หรืออาหารที่สามารถป้องกันโรคได้ 
โดยทีมนักวิจัยจาก Florida State University พบว่า แตงโมมีกรดอะมิโน L-Citrulline อยู่มาก ซึ่งกรดชนิดนี้ เป็นสารตั้งต้นของ L-Arginine ที่ช่วยควบคุมการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ และช่วยให้การไหลเวียนโลหิตเป็นไป โดยสะดวก ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวนี่เองที่ทำให้แตงโมช่วยปกป้องหัวใจจากโรคต่าง ๆ ได้ 
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่ชอบแตงโม นพ. แอนดรูว์ วีล ก็ชี้ว่า กระเทียมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยลด ความดันโลหิตได้ และขณะเดียวกันก็ให้ลดการกินเกลือ เนื้อสัตว์ แล้วหันมากินถั่วแทนบ้าง 


ที่มา...Lisa
จำนวนคนอ่าน 37 คนจำนวนคนโหวต 0 คน

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

15 วิธีง่ายๆ หยุดโลกร้อน

15 วิธีง่ายๆหยุดโลกร้อน
         1. วิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดคือ เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด (หลอดตะเกียบ) ประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาถึง 3 – 5 เท่า แล้วยังใช้งานได้นานกว่าอีกต่างหาก
         2. หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ 
จะช่วยเพิ่มแสงสว่างโดยไม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น และควรทำอย่างน้อย 4 ครั้งต่อปีนะคะ 

         3. เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์
วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดีค่ะ แถมลมธรรมชาติยังปรับเปลี่ยนตามสภาพอากาศด้วยนะ (จริงไหมต้องสังเกตค่ะ) 
         4. ปิดคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ด้วยปุ่ม Off เท่านั้นที่เราต้องการ เพราะปุ่ม Stand by Power จะกินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัว 75 % (โอ้โห) 

         5. ตู้เย็นเปิดแล้วต้องปิดให้สนิท 
อย่าเปิดตู้เย็นบ่อย และอย่านำของร้อนเข้าแช่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นทำงานเพิ่มขึ้น และกินไฟมากขึ้นตามไปด้วย 
         6. จากที่เคยซักผ้าทีละน้อยๆ และซักบ่อย เปลี่ยนมารวบรวมให้ได้กองโตพอสมควรก่อนค่อยซักทีเดียว อ้อ! แล้วไม่ต้องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อมหรอกค่ะ บ้านเราแดดแรงดีอยู่แล้ว 


         7. ถึงจะเป็นยุคแห่งเทคโนโลยี แต่การจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติและทิศทางลม ไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา ช่วยกันปลูกต้นไม้ในบ้านก็ช่วยให้ร่มรื่นคลายร้อนไปได้มากแล้ว เรียกว่าการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย จะช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึง 40 % เชียวค่ะ
         8. ปฏิเสธถุงพลาสติก 
เพราะถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก แล้วหันมาพกถุงผ้าส่วนตั๊ว..... ส่วนตัว ไปช็อปปิ้งแทนจะดีกว่า
         9. งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือปิกนิกนอกบ้านหลีกเลี่ยงไม่ใช้จานและแก้วน้ำกระดาษเพราะสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิต 

         10. จ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต นอกจากจะประหยัดเวลากันเห็นๆ ยังช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้อย่างมโหฬาร เพราะลดการตัดต้นไม้ไงค่ะ 
         11. ตอนล้างหน้า แปรงฟัน โกนหนวดและถูสบู่ตอนอาบน้ำ ไม่ควรเปิดให้น้ำไหลตลอดเวลา เพราะจะสูญเสียน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์ นาทีนึงก็หลายลิตรไม่เบานะ 
         12. ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเวลาล้างมือ 
เพราะสบู่ก้อนจะใช้เวลาล้างนานกว่า เปลืองน้ำกว่าแต่สบู่เหลวก็ต้องเป็นแบบที่ไม่เข้มข้นนะคะ เพราะจะได้ใช้น้ำน้อยกว่าด้วย
         13. ยุคนี้โลกเรา World Wide มีทั้งโทรศัพท์ อีเมล์ อินเตอร์เน็ต
 จะติดต่อกันทั้งที ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้แทนการเดินทางด้วยตัวเอง ลดการใช้น้ำมัน และประหยัดเวลาไปได้เยอะค่ะ 

         14. Cae Pool ไปไหนมาไหนที่หมายเดียวกัน 
หรือทางผ่านใกล้เคียงกันก็จัดก๊วนรวมกลุ่มใช้รถคันเดียวกัน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดมลพิษด้วยนะจ๊ะ 
         15. ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านใกล้ออฟฟิศ 
ลองหันมาเดินหรือใช้จักรยานแทนบ้างก็ประหยัดพลังงาน และออกกำลังกายไปในตัว

ที่มา : Modernmom Vol. 12 No. 142 August 2007

ชวนชะลออัลไซเมอร์ด้วยอาหารเช้า

ชวนชะลออัลไซเมอร์ ! ด้วยอาหารเช้า
เผยแพร่เมื่อวันที่ : 19 ธันวาคม 2556
ชวนชะลออัลไซเมอร์ ! ด้วยอาหารเช้า
 

             ใครไม่อยากสมองเสื่อม หรือหลงลืมอะไรได้ง่าย ห้ามขาดอาหารเช้า ไม่ว่าจะมื้อเล็ก มื้อใหญ่ หรือมื้อง่ายๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นอัลไซเมอร์ได้อย่างดี

           สาเหตุที่อาหารเช้ามีส่วนช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เนื่องจากการที่เราไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายเราขาดอาหารยาวนานมากกว่า 12-15 ชั่วโมง เพราะระหว่างมื้อเย็นจนมาถึงมื้อเช้าของอีกวัน รวมเวลานอนหลับ ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารยาวนานมาก ดังนั้นหากเราไม่กินอาหารเช้าผลที่ตามมาคือ ทำให้เราขาดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งน้ำตาลในเลือดนี้เอง ที่เป็นอาหารสำคัญต่อการทำงานของสมองของเราทุกคน เมื่อน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดความจำก็จะได้รับน้ำตาลไปบำรุงน้อยตามลงไปด้วย            สาเหตุที่อาหารเช้ามีส่วนช่วยลดการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อม เนื่องจากการที่เราไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายเราขาดอาหารยาวนานมากกว่า 12-15 ชั่วโมง เพราะระหว่างมื้อเย็นจนมาถึงมื้อเช้าของอีกวัน รวมเวลานอนหลับ ร่างกายจะไม่ได้รับสารอาหารยาวนานมาก ดังนั้นหากเราไม่กินอาหารเช้าผลที่ตามมาคือ ทำให้เราขาดน้ำตาลในเลือด หรือน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งน้ำตาลในเลือดนี้เอง ที่เป็นอาหารสำคัญต่อการทำงานของสมองของเราทุกคน เมื่อน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง เซลล์สมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความคิดความจำก็จะได้รับน้ำตาลไปบำรุงน้อยตามลงไปด้วย 






           และนี่เองที่เป็นสาเหตุทำให้สมองขาดน้ำตาล ขาดความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะขนาดร่างกายเรายังต้องการน้ำตาลมาหล่อเลี้ยงให้เพียงพอ สมองก็ต้องการไม่ต่างกัน นอกจากนี้ การกินอาหารเช้ายังทำให้ร่างกายเราสร้างฮอร์โมน “เซโรโทนิน” ที่มีส่วนช่วยเสริมสร้างสมองให้ทำงานรวดเร็ว ฉับไว คิดอะไรได้แล่นฉิว ไม่เฉื่อยชา หรือเรียกง่ายๆ ว่าช่วยให้สมองไว โดยข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาแต่ไม่ใช่แค่นี้ เพราะอีกสาเหตุที่ทำให้คนไม่กินอาหารเช้า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่า นั่นเป็นเพราะว่า คนที่ขาดอาหารเช้า ทำให้เป็นโรคกระเพาะได้ง่าย เมื่อเป็นโรคกระเพาะก็ทำให้ต้องกินยาประเภทที่มีส่วนประกอบของอลูมิเนียม เช่น ยาเคลือบกระเพาะต่างๆ ทำให้เกิดการสะสมอลูมิเนียมในร่างกาย ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย
           เพราะฉะนั้นอาหารเช้า คืออาหารมื้อสำคัญสุด ที่ไม่เพียงแต่ช่วยบำรุงร่งกายให้แข็งแรงสุขภาพดี เตรียมพร้อมต่อการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

ที่มา  :  http://www.phyathai.com

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กินเตี๋ยวเส้นไหน อ้วนสุด ??

" ชอบกินเส้น จ่ะ ชอบกินเส้น " หลายๆท่าน คงเคยได้ยินเพลงนี้นะครับ โดยเฉพาะคนชอบกินเส้นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเส้นต่างๆ หรือจะเป็นขนมจีนหลายหลายน้ำยา ผมก็คนนึงครับ ที่อยู่ชมรใคนชอบกินเส้นเหมือนกัน ซึ่งผมก็มีข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน ในเส้นต่างๆ ว่าเส้นต่างๆนั้น ให้พลังงานเท่าไนกันบ้าง ไปดูกันครับ 


วุ้นเส้น ให้พลังงาน 330 กิโลแคลอรี่ เห็นตัวเลขพลังงานพุ่งขนาดนี้ อย่าเพิ่งตกใจ เพราะวุ้นเส้นมีน้ำหนักเบามาก 1 ซองประมาณ 50 กรัมเท่านั้น ปกติที่ทานกันก็ไม่ถึง 100 กรัม แต่มีหลายคนเข้าใจผิดว่าวุ้นเส้นเป็นโปรตีน จริงอยู่ว่าเส้นชนิดนี้ทำจากถั่วเขียว แต่ในกระบวนการผลิตถั่วจะถูกโม่และแยกโปรตีนออกไปจนเหลือแต่แป้ง และยังมีการผสมแป้งมันลงไปเพื่อเป็นการลดต้นทุนด้วย เมื่อทานแล้วจะไม่เหนียวเท่าวุ้นเส้นจากถั่วเขียว 100%

เส้นบะหมี่ ให้พลังงาน 300 กิโลแคลอรี่ โดยบะหมี่เส้นสีเหลืองทำมาจากแป้งสาลี ซึ่งเป็นแป้งที่มีโปรตีนสูงพอสมควร แถมยังได้ประโยชน์จากแคโรทีนอยด์และฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มวิตามินเออีกด้วย ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงแม้จะสีเหลืองเหมือนกันแต่ก็ผ่านการทอดและปรุงรสจนมีไขมันและโซเดียมสูง ปริมาณ 1 ซอง (60 กรัม) ก็ให้พลังงานถึง 280 กิโลแคลอรี่ และยังเป็นพลังงานจากไขมันเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าหากอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ควรซื้อชนิดที่มีการเติมสารอาหาร เช่น ไอโอดีน ธาตุเหล็ก หรือวิตามินเอเพิ่มเข้าไป เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้มากขึ้น

เส้นก๋วยเตี๋ยว ให้พลังงาน 150-220 กิโลแคลอรี่ ก๋วยเตี๋ยวเส้นขาวๆ ทั้งเส้นใหญ่ เส้นเล็ก และเส้นหมี่ ล้วนทำมาจากแป้งข้าวเจ้าเหมือนกันแต่ให้พลังงานที่ต่างกันขึ้นอยู่กับความชื้นของเส้น โดยเส้นใหญ่จะมีแคลอรี่สูงที่สุด เพราะมักจะเคลือบน้ำมัน ทำให้ในปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานสูงถึง 220 กิโลแคลอรี่ ในขณะที่เส้นเล็กให้พลังงานประมาณ 180 กิโลแคลอรี่ และเส้นหมี่ให้พลังงานประมาณ 150 กิโลแคลอรี่เท่านั้น

เส้นขนมจีน ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่ เส้นขนมจีนถึงแม้จะทำจากแป้งสาลีเหมือนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่แป้งสำหรับเส้นขนมจีนจะหมักแช่น้ำไว้ก่อน จึงนำไปผ่านกระบวนการต่างๆ และมักเป็นเส้นสดใหม่ที่ทำวันต่อวัน เส้นจึงมีองค์ประกอบของน้ำมาก และให้พลังงานต่ำกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยว แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งของเส้นที่มีความชื้นสูงแบบนี้ก็คือทานแล้วรู้สึกว่าไม่อยู่ท้อง วิธีการเลือกซื้อควรเลือกแบบที่เป็นสีธรรมชาติ ไม่มีการแต่งสีเพิ่มเติม และหากซื้อมาแล้วยังไม่กินควรแช่ตู้เย็นเก็บไว้ แม้จะเป็นแป้งหมักแต่ก็ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามวัน

เส้นแก้ว ให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรี่ เส้นแก้วใสๆ คล้ายวุ้นเส้นแต่มีลักษณะอวบและกรุบกว่า ทำจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล 100 กรัม มีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก ประมาณ 4 กรัม นอกเหนือจากนั้นก็เป็นใยอาหารเหมาะกับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือต้องการลดน้ำหนัก สำหรับส่วนที่ทำให้เส้นแก้วแตกต่างจากเส้นบุกก็คือ เส้นชนิดนี้จะมีโซเดียมและแคลเซียมอยู่เล็กน้อย ซึ่งเส้นแก้วสามารถนำมากินสดๆ ได้เลย แต่หากไม่ชอบความจืดและกรุบจะนำไปปรุงรสและผ่านความร้อนเพื่อให้เส้นนุ่มลงก็ได้ แต่อาจต้องใช้เวลานานกว่าเส้นอื่นสักหน่อย

เส้นบุก ให้พลังงาน 10 กิโลแคลอรี่ เส้นหนึบๆ ที่แปรรูปมาจากหัวบุกมีเส้นใยสูงและให้พลังงานต่ำมาก แถมสารแป้งในหัวบุกซึ่งเรียกว่าแมนแนนเมื่อแตกตัวจะได้เป็นน้ำตาลกลูโคสและแมนโนส ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าในกระบวนการย่อย แมนโนสจะถูกดูดซึมช้ากว่ากลูโคสน้ำตาลในเลือดจึงเพิ่มขึ้นช้าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานและสาวๆ ที่อยากลดน้ำหนักทั้งหลายโดยเส้นบุกมีทั้งแบบเส้นใสและแบบผสมสาหร่ายทะเลเพื่อเพิ่มคุณค่าอาหารแต่ให้พลังงานต่ำไม่ต่างกัน ส่วนการปรุงควรลวกในน้ำเดือดจัดจึงจะได้เส้นบุกที่นุ่มกำลังดี

รู้อย่างงี้แล้วก็สามารถเลือกอ้วนได้ตามสบายเลยนะครับ อิอิ

ข้อมูลจาก lifestyle.th.msn.com/
 

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สุขภาพน่ารู้ : วิธีแก้ง่วงยามบ่าย โดยไม่ต้องพึ่งกาแฟ

สุขภาพน่ารู้ 
  วิธี แก้ง่วง ยามบ่าย โดยไม่ต้องพึ่งกาแฟ

UploadImage

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักหาวแล้วหาวอีก ต้องทนทรมานกับความง่วงช่วงบ่ายบ่อย ๆ ทำให้เสียสมาธิในการเรียน หรือ ทำงาน นั่นเป็นเพราะมื้อกลางวันรับประทานอาหารอุดมแป้ง และน้ำตาลขัดขาวมากเกินไป ลองลดปัจจัยดังกล่าว แล้วเพิ่มปริมาณผัก ผลไม้ รวมทั้งธัญพืชเยอะขึ้นอีก จากนั้น คอยสังเกตความเปลี่ยนแปลง
โดย “ผัก-ผลไม้อุดมวิตามินซี” จำพวกบรอกโคลี ฝรั่ง ส้ม จะช่วยต้านความล้าจากอาการเครียด และกังวล ส่วนแอปเปิล กล้วย มีโครเมียม ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย ส่วน “ธัญพืช” เช่น งา ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ซึ่งไม่ผ่านการขัดสี หรือ ขัดสีน้อยที่สุด จะให้วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ บำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น
นอกจากนั้น อาจเปลี่ยนอิริยาบถโดยการ “ลุกเดิน” ด้วยระยะก้าวปานกลาง นานประมาณ 3-5 นาที ก็เป็นอีกวิธีในการคลายง่วงได้ เนื่องจากช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต คลื่นสมองทำงานดีขึ้น ร่างกายรู้สึกตื่นตัว
ทั้งนี้ “หากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรหมั่นพักสายตาทุก 1 ชั่วโมง” โดยหลับตา หรือ มองไปไกล ๆ ประมาณ 5 นาที อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี ทั้งยังคลายง่วง และลดการเพลียตา เพราะแสงจากหน้าจอ
รวมทั้ง “อย่าลืมมีน้ำดื่มติดโต๊ะ” ค่อย ๆ จิบระหว่างวัน ทั้งนี้ ควรเป็นน้ำอุณหภูมิห้อง เพื่อร่างกายจะดูดซึมไปใช้ในระบบหมุนเวียนเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า
เป็นวิธีง่าย ๆ ช่วยให้สดชื่นตื่นตัวได้ โดยไม่พึ่งกาแฟ ลองนำไปประยุกต์ใช้กันดู

ขอบคุณข้อมูล สุขภาพน่ารู้ จาก เดลินิวส์ออนไลน์ 12 มกราคม 2012
photo credit : blog.westervillelibrary.org